ѺҴѡ лѺ Ҫԡ Fix ѡ
ข่าวล่าสุด ดีเอสไอมอบโลห์ผู้ใหญ่ประจบ พร้อมประกาศมิติใหม่ ทำงานร่วมทุกภาคส่วน
ระบบสมาชิก
Email:

















ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
อบรมอาสาสมัครสระบุรี ป้องกันไฟป่า-ช่วยธรรมชาติ
กรมอุทยานฯ เฮ!มติเอกฉันท์บรรจุไม้พะยูงไทยขึ้นบัญชี 2 ไซเตส
สภาเกษตรกรจังหวัดตาก กับการแก้ปัญหาสารแคดเมียมแม่ตาว
นักอนุรักษ์เฮ...ส่อชนะคดีขยายถนนขึ้นเขาใหญ่
ทส.ตื่นส่งป่าไม้ลุยตรวจสอบรุกดอยลาน
+ข่าวทั้งหมด..




  Weblink
 

                ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานักวิชาการจาก 2 สำนักได้นำเสนอเรื่องราวของ “ทวาย” ผ่านเวทีวิชาการในห้วงเวลาใกล้เคียงกันโดยมิได้นัดหมาย โดยคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จังหวัดนครปฐม ได้จัดการประชุมเรื่องความสัมพันธ์ไทย-พม่า จากมาบตาพุดสู่ทวาย เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2555 ขณะที่คณะเศรษฐสาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเวทีเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2555 เรื่อง การปรับตัวของทุนไทย จากทุนท้องถิ่นสู่ทุนข้ามชาติ โดยมีกรณีของอิตาเลียนไทยที่ได้รับสัมปทานโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญ


             สำหรับเวทีของฝั่งมหิดล ดูเหมือนวิวาทะจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าในเมื่อบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งเป็นทุนสัญชาติไทยได้รับสัมปทานมาแล้ว ประเทศไทยก็ควรเดินหน้าสนับสนุนให้โครงการที่ “ทวาย” เกิดขึ้นพร้อมทั้งสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานไว้รองรับโดยเฉพาะถนนมอเตอร์เวย์เพื่อรองรับระบบขนส่งหรือโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาคอาเซียน ขณะที่อีกฝ่ายยังคงตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า โครงการดังกล่าวควรเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นควรเกิดขึ้นในลักษณะใด รวมถึงประเทศไทยควรมีท่าทีต่อโครงการดังกล่าวอย่างไร

             ฝ่ายสนับสนุนแนวคิดว่าไทยควรใส่เกียร์ห้าโครงการทวาย ได้แก่ คุณสมศักดิ์ บุญประทานพร รักษาราชการวิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กรมทางหลวง และคุณพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และการวางแผนพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นตัวแทนจากสภาพัฒน์ฯ หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยคุณสมศักดิ์ ถึงกับกล่าวว่า “ถ้าเราไม่สร้าง คนอื่นก็สร้าง” ขณะที่คุณพจณียกแนวคิดชาตินิยมมาสนับสนุนแนวคิดว่า “ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่รักชาติบ้านเมือง” จึงต้องการผลักดันสนับสนุนทุนไทย (ITD) ให้สามารถพัฒนาโครงการนี้ได้สำเร็จ ทั้งยังกล่าวเสริมว่าโครงการนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังบางประการที่ทำให้ต้องสนับสนุนอิตาเลียนไทย แต่ก็ไม่สามารถพูดถึงข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะได้???

             เมื่อฝ่ายข้าราชการประจำที่แสดงจุดยืนสนับสนุน “ทวายโปรเจ็กต์” นำเสนอเรียบร้อย ก็เริ่มมีการตั้งคำถามและนำเสนอจากหลายๆ ภาคส่วน โดย ส.ว.สุรจิต ชิระเวทย์ รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ยิงคำถามตรงถึงคุณสมศักดิ์ ว่า “ทำไมต้องคิดว่า ถ้าเราไม่สร้าง คนอื่นก็สร้าง ทำไมไม่คิดว่า ไม่ว่าใครจะสร้างก็ต้องมาง้อประเทศไทย” เพราะประเทศไทยมีภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ท่ามกลาง AEC ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยจึงไม่ควรต้องลงทุนมากมายเพื่อการันตีให้กับเอกชนเพียงรายเดียว

             ขณะที่นายวีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ได้กล่าวถึงปัญหาที่อาจจะเกิดจากโครงการทวาย ว่า ปัจจัยหลักที่นักลงทุนจะพิจารณาในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในต่างต่างประเทศมี 3 ประการ ได้แก่ ความสมบูรณ์ของทรัพยากร ค่าจ้างแรงงานราคาถูก และกฎหมายเอื้อต่อการลงทุน จากประเด็นที่กล่าวมาจะเห็นว่าไม่มีการคำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดกับประชาชนแต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้ประเทศพม่าก็ยังไม่มีแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ชัดเจน เช่น การจัดทำ EIA เป็นต้น

             นอกจากนั้นแนวทางการรวมตัวกันเป็น AEC ในปี 2015 ก็มีเป้าประสงค์บางประการ เช่น การเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย ธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม รวมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่โครงการทวายกลับเกิดขึ้นโดยการทำข้อตกลงระหว่างบริษัท ITD และรัฐบาลพม่า ซึ่งประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมและมีการพยายามกดดันให้ประชาชนในทวายอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งหมายความว่ามีการละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างชัดเจน

             “เสาของ AEC มี 3 เสา คือ 1. การเมืองและความมั่นคง 2. เศรษฐกิจ และ 3. สังคมและวัฒนธรรม แต่โครงการทวายกลับพิจารณาเพียงเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้การรวมกันเป็น AEC ก็เป็นเพียงการให้ประเทศที่เจริญกว่าเข้าไปแสวงหาประโยชน์กับประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าและเป็นการลงทุนระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล หรือนักลงทุนกับนักลงทุน โดยที่ประชาชนทั่วไปไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนตามกฎบัตรอาเซียนแต่อย่างใด”

              ทางด้านนายศุภกิจ นันทะวรการ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวถึงบทเรียนจากการพัฒนาที่ขาดการมีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ว่า โครงการทวายมีขนาดเนื้อที่มากกว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ถึง 6 เท่า ซึ่งนั่นหมายความว่าจะมีการปล่อยมลพิษออกมามากมายมหาศาล เพราะลำพังโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4,000 เมกะวัตต์ก็สามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 13-30 ล้านตันต่อปี ซึ่งมากกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศพม่าทั้งประเทศที่อยู่ในระดับ 11-12 ล้านตันต่อปีเท่านั้น  

              และหากพิจารณาในเรื่องการกระจายรายได้ให้แก่คนในพื้นที่จะพบว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและนักลงทุนมักจะมองถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ยกตัวอย่างการพัฒนาของจังหวัดระยองที่ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยปีละประมาณ 1 ล้านบาทต่อคน แต่คนระยองกลับป่วยเป็นโรคมะเร็งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และตัวเลขรายได้ก็ไม่ได้ถูกกระจายผ่านการจ้างงานเท่าใดนัก เพราะจากสถิติพบว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้เงินลงทุนหนึ่งร้อยล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงานเพียงแค่ 2 คน ขณะที่อุตสาหกรรมการเกษตรที่ใช้เงินลงทุนหนึ่งร้อยล้านบาท จะก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน

              ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อมูลของเมืองทวายที่พบว่ามีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ อาทิ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าว และอาหารทะเล ดังนั้นเมื่อมองในมิติของการจ้างงานและการกระจายรายได้ เมืองทวายก็ควรได้รับการพัฒนาไปในทิศทางของอุตสาหกรรมการเกษตรมากกว่าอุตสาหกรรมหนัก และไม่ควรไปยึดติดกับการพัฒนาอุตสาหกรรมจนมองว่าบริษัท ITD คือช่องทางเดียวในการพัฒนาโครงการในเมืองทวาย

              “อุตสาหกรรมมุ่งเน้นที่ GDP มุ่งเน้นการหมุนเวียนของเงิน แต่ไม่ได้มองถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ได้สนใจว่าวัตถุดิบจะหมดไปหรือเหลืออยู่เท่าไหร่ ประชาชนต้องการเศรษฐกิจที่สมดุล ลดความเหลื่อมล้ำและได้คุณภาพชีวิตที่ดี ตอนนี้ภาคประชาสังคมของทวาย เขาตั้งธง We love green development จนเป็นเหตุให้รัฐบาลพม่าต้องหยุดโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้ก่อน เราเองก็ควรแสวงหาการพัฒนาพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อคนรุ่นลูกรุ่นหลาน มิฉะนั้นก็จะหนีไม่พ้นกับดักของการเรียกร้องการชดเชย ซึ่งไม่สามารถชดเชยวัฒนธรรม วิถีชีวิตและความมั่นคงทางอาหารได้แต่อย่างใด”

               เมื่อกลับมาพิจารณาทางฝั่งเวทีวิชาการของจุฬาฯ ก็ทำให้ได้พบมุมมองที่ต่างออกไป โดย อาจารย์ ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาประชาธิปไตยและความมั่นคงมนุษย์ในพม่า ศึกษากรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย” ซึ่งขณะนี้งานวิจัยฉบับดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ จึงเป็นเพียงการรายงานความคืบหน้าให้ฟังโดยอาจารย์นฤมลได้ชี้ให้เห็นว่าทิศทางการลงทุนของประเทศไทยในปัจจุบันเน้นการส่งเสริมให้ทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยส่วนตัวจึงมีความสนใจว่า จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของไทยในต่างประเทศได้อย่างไร และมีปัจจัยอะไรบ้างที่กำหนดการพัฒนาดังกล่าว

               อาจารย์นฤมล เริ่มต้นเล่าถึงบริบทภายในประเทศพม่าที่เปลี่ยนไปว่า ในด้านการเมืองพม่ามีการปฏิรูปโดยการปล่อยนักโทษการเมืองอย่างเป็นขั้นตอน มีการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยและยอมรับบทบาทของฝ่ายค้าน มีการเจรจาหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อย มีการให้เสรีภาพสื่อ เสรีภาพการจัดตั้งสมาคม และเสรีภาพในการแสดงความเห็น มีการรับฟังความเห็นจากสาธารณะ เช่น กรณีเลื่อนการก่อสร้างเขื่อนมิตต์โซน และการลดขนาดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทวายจาก 4,000 เมกกะวัตต์ เหลือ 400 เมกกะวัตต์

               ทางด้านเศรษฐกิจได้มีการเปลี่ยนจากระบบการค้าแบบชายแดน เป็นระบบการค้าที่เป็นทางการ (Formal economy) อาทิ การปรับเปลี่ยนการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นไปตามกลไกตลาด การ ดำเนินการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ การปรับโครงสร้างของธนาคารแห่งประเทศพม่า (CMB) ให้เป็นอิสระจากการควบคุมของกระทรวงการคลัง การอนุญาตให้ธนาคารเอกชนในประเทศดำเนินการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และอนุญาตให้ธนาคารต่างประเทศสามารถเปิดดำเนินการในประเทศพม่าได้

               ในด้านกฎหมายเองก็ได้มีการปฏิรูปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางทางเศรษฐกิจ ได้แก่ กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายสหภาพแรงงาน กฎหมายที่ดินในภาคการเกษตร กฎหมายที่ดินที่ปราศจากการครอบครอง และยังพยายามผลักดันร่างกฎหมายอีกหลายฉบับ ทั้งกฎหมายลงทุนจากต่างประเทศ กฎหมายตลาดหลักทรัพย์ กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ กฎหมายธนาคารกลาง และกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น

               สำหรับโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมในเมืองทวายที่ ITD เข้าไปสัมปทานได้นั้น เป็นการยอมรับความเสี่ยงทางการเมืองของทางบริษัทฯ เอง เพื่อให้ได้สัมปทานทางธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากมีการทำข้อตกลงทางธุรกิจก่อนที่จะมีกรอบกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีการเข้าไปทำบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท ITD กับการท่าเรือแห่งประเทศพม่าตั้งแต่ปี 2551 และเซ็นต์เอ็มโอยูกับการท่าเรือพม่าในปี 2553 ก่อนที่จะมีการร่วมร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในปี 2554  

              “เดิม ITD ดิวกับรัฐบาลทหารพม่ามาเป็นเวลานานแล้ว แต่โครงการทวาย ITD ต้องดิวกับมวลชนด้วยตนเองซึ่งเป็นสิ่งที่ ITD ไม่ชำนาญ สิ่งที่ทำได้คือการจ่ายค่าที่ดินจนคนยอมย้าย แต่ ITD มีเงินแค่ 2,000 ล้านเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ”

               อาจารย์นฤมล วิเคราะห์ต่อไปว่าโครงการพัฒนาทวายที่ดำเนินการโดย ITD มีความเสี่ยงทางธุรกิจอยู่พอสมควร เนื่องจาก ITD ยังมองบริบทการดำเนินธุรกิจของพม่าว่าเป็นแบบการค้าชายแดนที่ต้องจ่ายค่าคุ้มครองและยังไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่บริบทการค้าแบบทางการได้ การดำเนินงานของ ITD จึงบริหารแบบเจ้าสัวที่ถือหุ้นใหญ่ 75% และให้หุ้นลมกับกลุ่มบริษัท Max Myanmar 25% ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทของลูกเขยพลเอก ตาน ฉ่วย โดยไม่ยอมหาพันธมิตรกลุ่มอื่นมาถือหุ้น

               แต่ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไปทำให้ผู้เล่นในประเทศพม่าไม่ได้มีเพียงแค่ไทยและจีนเฉกเช่นอดีตอีกต่อไป หากแต่ทุนโลกาภิวัตน์จากยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ก็สนใจหยิบชิ้นปลามันไม่แตกต่างกัน เมื่อมาบตาพุดไม่อาจรองรับการขยายตัวของทุนอุตสาหกรรมญี่ปุ่นได้อย่างคล่องตัวอีกต่อไป ก็ไม่แปลกที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งมีญี่ปุ่นเป็นเจ้ามือใหญ่ จะแสดงท่าทีตอบรับการปล่อยกู้เพื่อพัฒนาโครงการทวาย กอปรกับรัฐบาลพม่าเองก็ต้องการหยิบฉวยโอกาสจากโลกาภิวัตน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยอาศัยเงินลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้อาจารย์นฤมลจึงฟันธงว่า “โครงการทวายเกิดแน่ แม้ไม่ใช่ด้วยน้ำมือของ ITD ก็ตาม”

               แต่จะเกิดหรือไม่ หรือเกิดด้วยน้ำมือใคร ภาคประชาสังคมทั้งของไทยและของพม่าก็คงต้องจับตากันต่อไปถึงปัญหาความเสมอภาคทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
 
ความก้าวหน้าในโครงการทวาย

- พฤษภาคม 2008 : มีการทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่า
- มิถุนายน 2008 : มีการบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) กับการท่าเรือของประเทศพม่า
- พฤศจิกายน 2010 : ทำสัญญากรอบข้อตกลงระหว่างบริษัท ITD กับการท่าเรือประเทศพม่า
- 2011 : บริษัท ITD เข้าร่วมการดำเนินการร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายกับรัฐบาลพม่า
- มิถุนายน 2011 : บริษัท ITD จัดทำโรดโชว์โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่กรุงเทพฯ และเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
- กันยายน 2011 : บริษัท ITD จดทะเบียนบริษัท ททวายพัฒนาจำกัด ในประเทศพม่าโดยบริษัท ITD ถือหุ้น 75%
- พฤศจิกายน 2011 : บริษัท ITD ทำสัญญากับบริษัทโรงไฟฟ้าราชบุรี (RATCH) เพื่อการลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้าในโครงการทวาย
- มกราคม 2012 : รัฐบาลพม่ายกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4,000 เมกะวัตต์ และหันมาพิจารณาโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 400 เมกกะวัตต์แทน
- กรกฎาคม 2012 : รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าทำบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่เกี่ยวกับโครงการทวาย
 
ที่มา : งานวิจัยเรื่อง การพัฒนา ประชาธิปไตย และความมั่นคงมนุษย์ในพม่า ศึกษากรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย
 
 

 


ชุดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Tel. 02-511-5855  Fax. 02-939-2122


© 2010-2017 Powered & Design by ServeRich.com