ѺҴѡ лѺ Ҫԡ Fix ѡ
ข่าวล่าสุด ดีเอสไอมอบโลห์ผู้ใหญ่ประจบ พร้อมประกาศมิติใหม่ ทำงานร่วมทุกภาคส่วน
ระบบสมาชิก
Email:

















ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
อบรมอาสาสมัครสระบุรี ป้องกันไฟป่า-ช่วยธรรมชาติ
กรมอุทยานฯ เฮ!มติเอกฉันท์บรรจุไม้พะยูงไทยขึ้นบัญชี 2 ไซเตส
สภาเกษตรกรจังหวัดตาก กับการแก้ปัญหาสารแคดเมียมแม่ตาว
นักอนุรักษ์เฮ...ส่อชนะคดีขยายถนนขึ้นเขาใหญ่
ทส.ตื่นส่งป่าไม้ลุยตรวจสอบรุกดอยลาน
+ข่าวทั้งหมด..




  Weblink
 

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับมูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “มองอนาคตจังหวัดนครปฐมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของงานครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ณ ห้องประชุม (4103) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม


        เริ่มจาก รศ.ดร. เรณู เวชรัชต์พิมล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้กล่าวถึงเนื้อหาของยุทธศาสตร์จังหวัดนครปฐมว่ามี 3 ยุทธศาสตร์ 1.) เป็นแหล่งผลิตเพื่อจำหน่ายและส่งออกสินค้าเกษตร เกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานสากลและปลอดภัย 2.) พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม 3.) พัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมความมั่นคงและปลอดภัย รวมถึงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นเมืองน่าอยู่

        ซึ่งมีตัวชี้วัด 10 ตัว แต่หากพิจารณาตัวชี้วัดทั้งหมดจะพบว่าไม่มีการประเมินเรื่องความสุขของประชาชนในพื้นที่ และหากพิจารณาจะพบว่าตัวชี้วัดที่ 9 ที่กำหนดว่าจำนวนแม่น้ำหรือคลองที่ได้รับการพัฒนามาตรฐานคุณภาพน้ำ แต่ก็ในความเป็นจริงประชาชนก็ยังไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลในด้านนี้ได้แต่ประการใด และปัจจุบันพื้นที่ผลิตอาหารในจังหวัดนครปฐมก็กำลังเผชิญกับภัยคุกคาม โดยจะเห็นว่าทั้ง 2 ริมแม่น้ำท่าจีนจะพบโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

        นอกจากนั้น อ.เรณู ยังได้กล่าวว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนควรจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และเน้นย้ำว่า “จริงๆ แล้ว ชุมชนมีสิทธิที่จะบอกว่าอยากให้จังหวัดเราเป็นอะไร และก็พบว่าปัจจุบันคนนครปฐมเริ่มมีการพูดคุยกันแล้ว เพราะว่าจะหวังพึ่งผู้ว่าฯ ไม่ได้ เพราะผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่มาดำรงตำแหน่งแล้วก็จะมีการผลัดเปลี่ยนเรื่อยๆ บางครั้งส่งผลให้แผนยุทธศาสตร์จังหวัดไม่มีความต่อเนื่อง แต่ถ้าประชาชนได้ช่วยกันทำแผนฯ ถึงแม้ผู้ว่าฯ จะผลัดเปลี่ยนกันมา แต่ยุทธศาสตร์หลักก็จะยังคงอยู่และดิฉันเชื่อว่าคนนครปฐมมีศักยภาพที่จะทำเรื่องเหล่านี้ได้” อ.เรณูกล่าว

        ทางด้านคุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้กล่าวถึงข้อมูลจากการตรวจสอบพบว่าจังหวัดนครปฐมมีสถานประกอบกิจการโรงงานประมาณ  2,932 แห่ง ซึ่งประเภทของอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกประกอบไปด้วย 1. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 2. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ 3. อุตสาหกรรมสิ่งทอ 4. อุตสาหกรรมเมล็ดพืช 5. อุตสาหกรรมหิน กรวด ทรายสำหรับสิ่งก่อสร้าง

        โดยในครั้งนี้คุณเพ็ญโฉมยังได้ยกตัวอย่างผลกระทบจากกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรม 3 ประเภท อาทิ กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมยางและพลาสติกสามารถก่อสารพิษที่ส่งผลให้ก่อมะเร็งต่อทั้งระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจแก่มนุษย์ และส่งผลต่อพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์ รวมถึงอาจจะทำลายสารพันธุกรรมทารกซึ่งทำให้ทารกมีความผิดปกติได้

         และกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะที่สามารถก่อให้เกิดฝุ่นละอองจากสารเคมี ซึ่งจะส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศและเกิดสารกัมมันตรังสี รวมถึงกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอที่สามารถก่อให้เกิดมลพิษทั้งทางอากาศและน้ำได้

        “จังหวัดนครปฐมได้รับการประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2538 ซึ่งปกติเมื่อมีการประกาศเขตควบคุมพิษแล้ว จะต้องมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าจังหวัดนครปฐมมีระบบการจัดการหลายอย่าง เช่น ของเสียหรือขยะที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ และทุกวันนี้จะเห็นว่าคุณภาพน้ำของแม่น้ำท่าจีนมีความเสื่อมโทรมมาก และจะเห็นได้ว่าจังหวัดนครปฐมมีปัญหาการร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็นและไอสารเคมีอยู่เป็นประจำ” คุณเพ็ญโฉมกล่าว

        ขณะที่นายประเชิญ คนเทศ ที่ปรึกษาฝ่ายวิเคราะห์นโยบายสาธารณะชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีนนครปฐม ได้กล่าวถึงสภาพภูมิศาสตร์โดยรวมของจังหวัดนครปฐมและแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นกับจังหวัดนครปฐมในอนาคตว่า ขณะนี้มีการร่วมมือจากหลายภาคส่วนในจังหวัดนครปฐม อาทิ หน่วยงานราชการ นักวิชาการ สถานศึกษา พระสงฆ์ และอาสาสมัครเยาวชน ในนาม “ศูนย์ประสานงานเครือข่ายความร่วมมือฝ่าภัยพิบัติคนนครปฐม ” มีที่อยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

        โดยศูนย์ฯ ดังกล่าวจะทำหน้าที่เฝ้าติดตามและประเมินการเกิดภัยพิบัติ และจะสามารถประเมินสถานการณ์จากข้อมูลและเทคโนโลยีต่างๆ ว่าพื้นที่ใดจะเกิดภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำอันจะนำไปสู่การเตรียมการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น อาทิ การอพยพและการเตรียมที่พักพิงทั้งที่พักพิง และจะมาการสื่อสารข้อมูลเหล่านี้ให้แก่สังคมทั้งทางโซเชียลเน็ตเวิร์คและการพัฒนาในส่วนของสถานีวิทยุในเร็วๆ นี้

        ซึ่งนายประเชิญ ได้ยกตัวอย่างการประเมินสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนครปฐมในปีนี้ว่า “มีความเป็นไปได้ว่าน้ำมาทางตะวันตกเหมือนปี 2538 นั่นหมายถึงหากเขื่อนศรีนครินทร์เก็บน้ำไม่ไหวและทางตะวันออกหากแม่น้ำเจ้าพระยาก็กั้นน้ำไม่ได้ จนปล่อยน้ำมาทางนครปฐม นั่นหมายถึงว่าปีนี้เราจะต้องเผชิญกับน้ำถึง 2 ทิศทาง”

        อย่างไรที่ปรึกษาฝ่ายวิเคราะห์นโยบายสาธารณะชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีนนครปฐมท่านี้ยังได้กล่าวทิ้งทายว่า การประเมินเพื่อเตรียมการในเรื่องเหล่านี้ถึงแม้จะไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติได้ 100 % แต่หวังว่าการดำเนินงานของศูนย์ฯ จะช่วยให้ชาวนครปฐมรู้เท่าทันสถานการณ์และสามารถเผชิญกับภัยพิบัติได้อย่างมีความสุข

 


ชุดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Tel. 02-511-5855  Fax. 02-939-2122


© 2010-2017 Powered & Design by ServeRich.com