ѺҴѡ лѺ Ҫԡ Fix ѡ
ข่าวล่าสุด ดีเอสไอมอบโลห์ผู้ใหญ่ประจบ พร้อมประกาศมิติใหม่ ทำงานร่วมทุกภาคส่วน
ระบบสมาชิก
Email:

















ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
อบรมอาสาสมัครสระบุรี ป้องกันไฟป่า-ช่วยธรรมชาติ
กรมอุทยานฯ เฮ!มติเอกฉันท์บรรจุไม้พะยูงไทยขึ้นบัญชี 2 ไซเตส
สภาเกษตรกรจังหวัดตาก กับการแก้ปัญหาสารแคดเมียมแม่ตาว
นักอนุรักษ์เฮ...ส่อชนะคดีขยายถนนขึ้นเขาใหญ่
ทส.ตื่นส่งป่าไม้ลุยตรวจสอบรุกดอยลาน
+ข่าวทั้งหมด..




  Weblink
 

 

 

 
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้จัดการประชุมวิชาการ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมีการอภิปรายภายใต้หัวข้อ “บทบาทของเอชไอเอชุมชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ”

 

       โดยนายแพทย์กิจจา เรืองไทย คณะกรรมการบริหารสถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม ได้เริ่มต้นกล่าวถึงการดำเนินการของภาคธุรกิจในปัจจุบันว่า หันมาให้ความสำคัญแก่ชุมชนมากกว่าในอดีต เพราะการดำเนินการทางธุรกิจอุตสาหกรรมมีลักษณะเป็นห่วงโซ่ ถ้าผู้ประกอบการดำเนินการในจุดใดจุดหนึ่งดีแต่ห่วงโซ่ไม่ดีก็จะเกิดปัญหา

       “การพัฒนาที่ยั่งยืนคุณจะทำเศรษฐกิจโตไปที่เดียวเลย คุณก็อยู่ไม่ได้ นั่นคือถ้าคุณได้แต่เงินแต่สิ่งแวดล้อมไม่ดี คุณจะเอาวัตถุดิบที่ไหน หรือขณะเดียวกันถ้าคุณทำเศรษฐกิจดี สิ่งแวดล้อมดี แต่คุณไม่ดูแลสุขภาพของคนในพื้นที่เลย อีกหน่อยก็ไม่มีคนที่จะอยู่ซื้อของคุณ” ฉะนั้นผู้ประกอบการที่จะทำธุรกิจได้ต้องใส่ใจทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย หรือที่ทั่วๆ ไปใช้คำว่า Safety Health and Development  
      
        นพ.กิจจา ยังได้กล่าวถึงบทบาทของผู้บริโภคในการกำกับทิศทางของธุรกิจโดยยกกรณีศึกษาของบริษัทไนกี้ (Nike) ที่มีการผลิตสินค้าในประเทศปากีสถานโดยการใช้แรงงานเด็ก ว่า เมื่อท้ายที่สุดข่าวสารเหล่านี้ปรากฏออกมาก็ทำให้บริษัทไนกี้มิอาจต้านทานต่อแรงกดดันทางสังคมจนต้องยุติสายพานการผลิตดังกล่าวไปในที่สุด ซึ่งปัจจุบันการกำกับดังกล่าวได้พัฒนาเป็นมาตรฐานต่างๆ ทั้ง ISO และ CSR ที่ต้องยึดหลัก 7 ประการ คือ ธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค การปฏิบัติที่เป็นธรรม และการพัฒนาสังคม ซึ่งหากภาคธุรกิจคำนึงถึงหลักการเหล่านี้ก็จะทำให้ธุรกิจอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างยั่งยืน
       
        จากนั้นนายโอภาส พรหมศร สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้กล่าวถึงหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติอนุญาตแก่โครงการต่างๆ ว่า การพิจารณาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยกระบวนการพิจารณาโครงการต่างๆ ต้องมีวิธีการแสวงหาข้อมูลให้มากที่สุด

        อย่างกรณีโรงงานที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่ก็จะลงไปตรวจสอบตามที่ผู้ประกอบการยื่นเอกสารมาและทำความเห็นเสนอมายังกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหากกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบเอกสารแล้วพบว่ายังมีจุดบกพร่อง ก็จะส่งกลับไปให้อุตสาหกรรมจังหวัดดำเนินการให้ครบถ้วน และเมื่อครบถ้วนแล้วกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็จะส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติอนุญาตต่อไป

        สำหรับกรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่คัดค้านไม่ให้มีการดำเนินโครงการในพื้นที่ก็มีอยู่มากและเจ้าหน้าที่ก็ต้องรับฟังข้อมูลของชาวบ้านประกอบการตัดสินใจ ซึ่งบางครั้งผู้มีหน้าที่ให้การอนุมัติอนุญาตก็ลำบากใจ เพราะถ้าเจ้าของโครงการทำทุกอย่างถูกต้องแล้วเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตก็อาจจะถูกฟ้องร้องได้ ฉะนั้นกฎหมายเรื่อง HIA จึงเป็นดั่งกำแพงให้เจ้าหน้าที่ในเบื้องต้น และทำให้การออกใบอนุญาตขึ้นอยู่กับชุมชนเป็นหลัก

        ขณะที่นายสุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ได้กล่าวถึงแนวทางการกำหนดพัฒนาชุมชนที่ควรจะเป็นว่าอันดับแรกต้องคำนึงถึงการพัฒนาที่อยู่บนฐานของความทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่ ฉะนั้นกรอบคิดจึงหนีไม่พ้นการคำนึงถึงเรื่องสุขภาวะ ใน 4 มิติ คือ กาย จิต สังคม ปัญญา

        เมื่อได้กรอบคิดตรงนี้แล้วจะทำให้คิดต่อไปได้ว่าการพัฒนาท้องถิ่นจะมองเพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมองแบบองค์รวม ซึ่งถ้าท้องถิ่นใดคำนึงถึงการพัฒนาในแนวทางนี้ก็จะทำให้การกำหนดโจทย์มีความชัดเจน และทำให้คนในชุมชนเกิดสำนึกร่วมในการพัฒนาชุมชนในท้ายที่สุด

        ทางด้าน รศ.ดร.วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงแนวทางในการสร้างความสมดุลให้แก่กระบวนการต่างๆ ทั้ง EIA, HIA และ CHIA ว่านโยบายสาธารณะ มีอยู่ 2 ระดับ คือ 1.ระดับเชิงยุทธศาสตร์ในเชิงการเปลี่ยนแปลงทิศทางของประเทศที่จะมีผลต่อชุมชนสังคมโดยรวม เช่น เรื่องพลังงาน เป็นต้น และ 2. ระดับจุลภาค เป็นการขับเคลื่อนของภาคประชาชนเพื่อคัดค้านโครงการต่างๆ ทั้งการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วและการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น  

        ซึ่งวันนี้ EIA และ HIA ได้ทำให้กรอบการทำงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนโยบายสาธารณะเปลี่ยนไป โดยกรอบกติกาใหม่ได้ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมด้วยกลไกเหล่านี้มากขึ้น เช่น กฎหมายเรื่องข้อมูลข่าวสาร ศาลปกครอง กลไก EIA HIA เป็นต้น ซึ่งกลไกเหล่านี้จะทำให้การกำหนดนโยบายสาธารณะมีความรอบครอบมากขึ้น
        
        “วันนี้ผมจึงคิดว่ากระบวนการ EIA, HIA เป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องคิดต่อว่าจะขับเคลื่อนต่อยังไง ที่จะทำให้มีความสอดคล้องกันไป ผมคิดว่าวันนี้ภาคเอกชนก็พูดถึงเรื่อง CSR และเขาก็ขยับตัวเหมือนกัน ซึ่ง CSR ในที่สุดคือการสร้างกระบวนการผลิตที่ไม่สร้างผลกระทบ และเกิดความรับผิดชอบต่อประชาชน”

        นอกจากนั้นอาจารย์วุฒิสารยังมองว่า EIA ในปัจจุบันยังไม่สามารถตอบบริบทสังคมและวิถีชีวิตได้ โดยได้ยกตัวอย่างเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่บริษัทโรงไฟฟ้ามีการจัดทำ EIA เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยในระหว่างกระบวนการจัดทำ EIA มีชาวบ้านท่านหนึ่งได้ตั้งคำถามว่า ถ้ามีโรงไฟฟ้าในพื้นที่จะส่งผลต่อผึ้งหรือไม่ เพราะหากไม่มีผึ้งก็จะส่งผลกระทบต่อลูกมะพร้าว ซึ่งประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนมะพร้าว ซึ่งทางคณะผู้จัดทำ EIA ก็ไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ กระบวนการหรือกลไกเหล่านี้ในอนาคตจึงต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตของชุมชนด้วย

        ในช่วงท้าย อาจารย์ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงคุณูปการสำคัญของกระบวนการ CHIA ว่า ช่วยเติมเต็มความรู้ให้กับสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยอาศัยความรู้เชิงเทคนิคเป็นหลักในการตัดสินใจว่า EIA ควรจะเป็นอย่างไร แต่ละเลยการให้น้ำหนักกับความรู้ในทางปฏิบัติ ดังนั้น CHIA จึงเข้าไปทำให้ความรู้ครบถ้วน ด้วยการนำเอาความรู้เชิงปฏิบัติเข้ามาเทียบเคียง

        โดยอาจารย์เดชรัตน์ มองว่า CHIA เป็นการเปิดกว้างให้กลุ่มคนที่ไม่เคยได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง ให้สามารถสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจตัดสินใจและสังคมทั่วไป ซึ่งปัจจุบันกระบวนการเหล่านี้เริ่มปรากฏออกมามากขึ้นและนำมาสู่การตั้งคำถามใหม่ๆ อย่างเช่นการพัฒนาที่ดีควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งถือเป็นการโยกคลอนความชอบธรรมแบบเดิม และทำให้สิ่งที่ประชาชนคิดว่าการพัฒนาต้องเป็นอุตสาหกรรมเท่านั้นแปรเปลี่ยนไป

        “สำหรับผม CHIA จึงไม่ได้บอกแค่ข้อมูลหลักฐาน แต่ CHIA ยังได้เปิดเผยความจริงออกมาอีกด้วย และยังเป็นการตั้งคำถามว่าในความเป็นมนุษย์ของคุณ คุณรู้สึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับยังไง และท้ายที่สุดจะนำไปสู่คำถามว่า คุณกับเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร”
        
         การตั้งคำถามที่ลึกซึ้งถึงระดับปรัชญา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง ความขัดแย้งและเปลี่ยนแปลง จึงเป็นคุณูปการสำคัญของ CHIA ที่อาจารย์เดชรัตน์ชี้ให้เห็นและชวนให้ขบคิดกระทั่งนำไปสู่ข้อสรุปร่วมกันของสังคมในท้ายที่สุด
               
 

 


ชุดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Tel. 02-511-5855  Fax. 02-939-2122


© 2010-2017 Powered & Design by ServeRich.com