ѺҴѡ лѺ Ҫԡ Fix ѡ
ข่าวล่าสุด ดีเอสไอมอบโลห์ผู้ใหญ่ประจบ พร้อมประกาศมิติใหม่ ทำงานร่วมทุกภาคส่วน
ระบบสมาชิก
Email:

















ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
อบรมอาสาสมัครสระบุรี ป้องกันไฟป่า-ช่วยธรรมชาติ
กรมอุทยานฯ เฮ!มติเอกฉันท์บรรจุไม้พะยูงไทยขึ้นบัญชี 2 ไซเตส
สภาเกษตรกรจังหวัดตาก กับการแก้ปัญหาสารแคดเมียมแม่ตาว
นักอนุรักษ์เฮ...ส่อชนะคดีขยายถนนขึ้นเขาใหญ่
ทส.ตื่นส่งป่าไม้ลุยตรวจสอบรุกดอยลาน
+ข่าวทั้งหมด..




  Weblink
 

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดเวทีนโยบายสาธารณะเรื่อง “ปลดล็อคระบบดูแล : สู่การแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อนที่ยั่งยืน” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
 
        โดยสาระสำคัญของเวทีนโยบายสาธารณะครั้งนี้ อยู่ที่การนำเสนอผลการศึกษาวิจัย “โครงการถอดบทเรียนบ้านแรกรับและบ้านพัฒนาสำหรับเด็กเร่ร่อน” ซึ่ง มสช. ได้ร่วมดำเนินการกับนางสาวทองพูล บัวศรี หรือ “ครูจิ๋ว” แห่งมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก นอกจากนี้ยังมีการระดมสมองและการให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อน จากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน
 
        ครูจิ๋วได้กล่าวถึงข้อมูลที่พบจากการทำวิจัย ว่า สถานสงเคราะห์หลายแห่งได้รับงบประมาณไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน เช่น ศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านลูกรัก มีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 120,000 บาท แต่ได้รับงบประมาณเพียงเดือนละ 40,000 บาท หรือมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ที่มีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 900,000 บาท แต่ได้รับงบประมาณเพียงเดือนละ 400,000 บาท เป็นต้น งานวิจัยจึงมีข้อเสนอว่าน่าจะมีการเปิดโอกาสให้บ้านแรกรับ บ้านพัฒนาเด็ก และสถานสงเคราะห์ขององค์กรพัฒนาเอกชนได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ
 
        ทางด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นนี้ว่า มีตัวเลขเปรียบเทียบจำนวนงบประมาณระหว่างสถานสงเคราะห์ของรัฐบาลและของเอกชนอย่างชัดเจน ซึ่งสถิติดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำในเรื่องงบประมาณอยู่พอสมควร
 
                “ขณะนี้มีโจทย์ข้อหนึ่งที่รัฐบาลกำลังทำ คือลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมและให้ทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ ผมจึงคิดว่าข้อมูลนี้ต้องนำไปสู่การแก้ไขงบประมาณของรัฐ ซึ่งสำนักงบประมาณให้งบเด็กเร่ร่อนแค่ 30% แต่ถ้าเด็กหลุดออกจากโรงเรียนก็จะไม่ตามเด็ก ทำให้การโยกงบประมาณเป็นเรื่องยุ่งยาก ปัญหาจึงอยู่ที่ระเบียบกฎเกณฑ์”  
 
        ขณะที่คุณวิทัศน์ เตชะบุญ จากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวถึงข้อมูลที่ครูจิ๋วนำเสนอว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก พร้อมรับว่าในอดีตรัฐทำงานแค่ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เมื่อรัฐไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง องค์กรพัฒนาเอกชนจึงได้เข้ามาดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีของสังคมไทย
 
        ต่อมาเมื่อมีสถานสงเคราะห์เด็กเกิดขึ้นในปี 2546 การดูแลเด็กเร่ร่อนก็เริ่มดีขึ้นแต่ยังไม่ครอบคลุม จึงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐกับองค์กรพัฒนาเอกชนต้องมาจับมือพูดคุยและออกแบบนโยบายร่วมกัน ไปจนถึงช่วยกันขับเคลื่อนอย่างจริงจังและเป็นระบบ และในอนาคตควรให้ภาคท้องถิ่นเข้ามาร่วมรับผิดชอบมากขึ้น
 
        จากนั้นคุณกุลธร เลิศสุริยะกุล จากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)กล่าวถึงบทบาทและความพยายามของ กศน. ในการดำเนินงานด้านเด็กเร่ร่อนว่า กศน. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษามักมองเพียงมิติการจัดการศึกษา แต่ไม่ได้มองเชิงสงเคราะห์หรือดูแล
 
        “กศน. ได้จัดทำหลักเกณฑ์สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 14 ปี เพื่อเป็นช่องทางรองรับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งนั่นหมายความว่าหากเด็กกลุ่มใดไม่สามารถเข้ารับการศึกษาในระบบปกติได้ ก็สามารถมาเรียนกับ กศน. ได้ และขณะนี้กำลังมีการหารือกันว่าจะจัดทำการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้เด็กกลุ่มนี้โดยเฉพาะ”
 
         ต่อมาคุณโกสิน เทศวงษ์ จากสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. ได้เริ่มดำเนินงานด้านเด็กเร่ร่อนมาตั้งแต่ปี 2534 โดยให้เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมทำการสำรวจเด็กเร่ร่อนใน กทม. ซึ่งมีทั้งหมด 7 ศูนย์ และพบว่าเด็กมีสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่มีผู้ปกครองไม่มีบ้าน และกลุ่มที่มีครอบครัวแต่ไม่กลับบ้าน ซึ่งเด็กทั้ง 2 กลุ่มนี้ กทม. จะมีศูนย์สาธารณสุขและศูนย์สงเคราะห์ คอยดูแลด้านสุขภาพและให้คำปรึกษา
 
         โดยทาง กทม. จะเน้นการคืนกลุ่มเด็กที่มีครอบครัวให้กลับสู่บ้าน และพยายามหาแนวทางให้เด็กได้อยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่น เช่น การติดตามไปดูว่าเด็กอยู่กับใครและพิจารณาว่าผู้ปกครองมีทุนประกอบอาชีพหรือไม่ เป็นต้น
 
        ส่วนกลุ่มที่ไม่มีบ้านจะพยายามส่งไปที่สถานสงเคราะห์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงพยายามผลักดันให้เด็กได้เรียนหนังสือในโรงเรียนสังกัด กทม. ตลอดจนสนับสนุนให้เด็กมีทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน
 
        ขณะที่คุณวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ “ครูหยุย” เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวถึงปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานของบ้านพัฒนาเด็กและสถานสงเคราะห์ ว่า ประกอบไปด้วยปัจจัย 4 ประการ คือ บุคลากร เด็ก งบประมาณ และระบบการบริหารจัดการ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ให้รายละเอียดของบุคลากร เด็ก และงบประมาณ ได้เป็นอย่างดี
 
        ครูหยุย ยังได้แสดงทัศนะว่าบ้านพัฒนาเด็กและสถานสงเคราะห์ไม่ควรมีจำนวนเด็กเกินกว่า 80 คน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง และสถานสงเคราะห์แต่ละแห่งควรต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ นอกจากนี้ทุกคนในสถานสงเคราะห์ต้องร่วมกันทำบ้านให้มีเสน่ห์และมีความสะอาดเพื่อให้เด็กอยากอยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดความอบอุ่นในบ้าน
 
        ในช่วงท้ายนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ กรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ได้เป็นผู้นำในการอ่านแถลงการณ์ร่วมของภาคีเครือข่าย เรื่อง ข้อเสนอแนะปลดล็อคระบบดูแล : สู่การแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อนอย่างยั่งยืน โดยมีสาระสำคัญใน 3 ด้าน คือ
 
        1. ด้านการพัฒนาเด็ก รัฐควรมีกิจกรรมเสริมทักษะชีวิตเพื่อให้เด็กพึ่งตนเองให้ได้ในอนาคต
 
        2. ด้านการพัฒนาบุคลากร รัฐควรมีมาตรการในการช่วยพัฒนาครูและเจ้าหน้าที่ประจำบ้านให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และรัฐควรมีการสร้างองค์ความรู้ เสริมทักษะและศักยภาพแก่ครูและเจ้าหน้าที่ประจำบ้านในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
 
        3. ด้านนโยบาย รัฐควรกำหนดยุทธศาสตร์ในการดูแลเด็กเร่ร่อนและเด็กด้อยโอกาสที่เข้ามาอยู่ในบ้านแรกรับและบ้านพัฒนาเด็กทั้งของภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นองค์รวม และรัฐควรสนับสนุนการดำเนินงานของบ้านแรกรับและบ้านพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานโดยองค์กรเอกชนเพื่อให้การช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนของรัฐเป็นไปอย่างครอบคลุม โดยรัฐควรสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานขั้นต่ำประมาณ 27,000-37,000 บาท ต่อเด็กหนึ่งคนต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 73-83 บาทต่อเด็กหนึ่งคนต่อวัน  
 
        ทั้งนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดไว้ในมาตรา 52 ว่า เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแลมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมที่เหมาะสมจากรัฐ ทว่ารูปธรรมในทางปฏิบัติของบ้านแรกรับและบ้านพัฒนาเด็กกลับยังไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ ภายใต้บริบทของสถานการณ์เงินบริจาคที่ลดน้อยถอยลง กอปรกับการเปิดเสรีอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ นับวันโจทย์ในการดูแลเด็กเร่ร่อนก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายสังคมไทยมากขึ้นทุกขณะ
               

 


ชุดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Tel. 02-511-5855  Fax. 02-939-2122


© 2010-2017 Powered & Design by ServeRich.com