ѺҴѡ лѺ Ҫԡ Fix ѡ
ข่าวล่าสุด ดีเอสไอมอบโลห์ผู้ใหญ่ประจบ พร้อมประกาศมิติใหม่ ทำงานร่วมทุกภาคส่วน
ระบบสมาชิก
Email:

















ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
อบรมอาสาสมัครสระบุรี ป้องกันไฟป่า-ช่วยธรรมชาติ
กรมอุทยานฯ เฮ!มติเอกฉันท์บรรจุไม้พะยูงไทยขึ้นบัญชี 2 ไซเตส
สภาเกษตรกรจังหวัดตาก กับการแก้ปัญหาสารแคดเมียมแม่ตาว
นักอนุรักษ์เฮ...ส่อชนะคดีขยายถนนขึ้นเขาใหญ่
ทส.ตื่นส่งป่าไม้ลุยตรวจสอบรุกดอยลาน
+ข่าวทั้งหมด..




  Weblink
ทองพูล บัวศรี ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องสนับสนุนบ้านเด็กเร่ร่อน  Date : 27/03/2012  

ในขณะที่เด็กหลายคนกำลังกินอิ่มนอนหลับภายใต้ผ้าห่มและครอบครัวอันแสนอบอุ่น แต่ใครเลยจะรู้บ้างว่ายังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องเผชิญชะตากรรมเร่ร่อนอยู่บนท้องถนน บางคนต้องอดมื้อกินมื้อ บางคนต้องจำใจขายบริการทางเพศ บางคนถูกล่อลวงเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งข้อมูลจากงานวิจัยของ “ครูจิ๋ว” ทองพูล บัวศรี เรื่อง “โครงการถอดบทเรียนบ้านแรกรับและบ้านพัฒนาสำหรับเด็กเร่ร่อน” พบว่า สังคมไทยมีเด็กเร่ร่อนอยู่ทั่วประเทศถึงกว่า 3 หมื่นคน
        ทว่ากระบวนการในการดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้ในสังคมไทย ดูเหมือนจะยังห่างจากคำว่า “เหมาะสม” ที่ได้รับการกำหนดไว้เป็นสิทธิของเด็กตามรัฐธรรมนูญอยู่อีกไกลโข โดยเฉพาะองคาพยพที่เรียกว่า “บ้าน” ทั้งบ้านแรกรับ บ้านพัฒนาเด็ก และสถานสงเคราะห์ที่ดำเนินงานโดยองค์กรพัฒนาเอกชน ที่วันนี้ต้องประสบกับปัญหาอุปสรรคมากมายหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการดูแลเด็กๆ
        ปัญหาดังกล่าวมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหนและมีแนวทางคลี่คลายไปอย่างไร “ครูจิ๋ว” ทองพูล บัวศรี แห่งมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง “โครงการถอดบทเรียนบ้านแรกรับและบ้านพัฒนาสำหรับเด็กเร่ร่อน” ภายใต้ความสนับสนุนของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ คือหนึ่งในผู้ที่เล่าเรื่องราวดังกล่าวได้เป็นอย่างดี จากประสบการณ์จริงของเธอที่ทำงานคลุกคลีกับเด็กเร่ร่อนมานานกว่า 20 ปี

 
“บ้าน” ซึ่งทำหน้าที่ในการดูแลเด็กเร่ร่อนทั่วประเทศในขณะนี้มีกี่ประเภท
        ตอนนี้แยกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
        1. สถานแรกรับ คือเป็นบ้านขององค์กรพัฒนาเอกชน โดยบ้านเหล่านี้จะใช้วิธีการดูแลเด็กแบบรับมาอยู่ชั่วคราว ประมาณ 3-6 เดือน แล้วมีการส่งต่อเด็กไปที่อื่น
        2. บ้านพัฒนาเด็ก
คือจะมีบ้านหลากหลายองค์กร บางแห่งแยกบ้านเด็กหญิงและเด็กชาย เช่น มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ที่แยกเด็กหญิงอยู่ที่บ้านหลักสี่ และเด็กผู้ชายอยู่ที่บ้านสร้างสรรค์เด็กที่คลองสาม เป็นต้น บางแห่งก็อยู่รวมกันทั้งหญิงและชาย ส่วนกระบวนการทำงานคือเขาจะอยู่กับเด็กตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนกัน และดูแลเด็กๆ เปรียบเสมือนลูก เพียงแต่เป็นครอบครัวใหญ่ โดยครู 1 คน ดูแลเด็กประมาณ 17-25 คน

        3. สถานสงเคราะห์ อันนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยตอนนี้มีสถานสงเคราะห์อยู่ 17 แห่ง กับสถานฟื้นฟูและพัฒนาเด็กอีก 6 แห่ง ซึ่งสถานสงเคราะห์จะดูแลเด็กตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 18 ปี อย่างที่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านหนองคาย ที่จะจัดเป็นบ้านเล็กในบ้านใหญ่ คือจะมีเด็กประมาณร้อยกว่าคน และจะแบ่งเป็นบ้านเล็กหลังละ 30 คน 4 หลัง ซึ่งเด็กในบ้านแต่ละหลังจะหุงข้าว ซักเสื้อผ้า และทำกับข้าวกันเอง
        ซึ่งเด็กทุกคนของสถานสงเคราะห์ดังกล่าวจะเรียนหนังสือในโรงเรียนทั้งหมด โดยมีการจัดกิจกรรมเสริมทักษะตามที่พ่อบ้านหรือแม่บ้านจะสอนให้ เช่น การเลี้ยงปลา การเกษตร การทำแจ่วบอง เป็นต้น

 
“บ้าน” ที่ดูแลเด็กเร่ร่อนทั่วประเทศแบ่งเป็นของภาครัฐกี่แห่งและขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) กี่แห่ง

        ตอนนี้ของภาครัฐประมาณ 23 แห่ง ส่วนของ
NGOs ก็ไม่ต่ำกว่า 40 แห่ง

 
“บ้าน” แต่ละแห่งใช้งบประมาณในการดำเนินงานเดือนละเท่าไหร่ 
        ประมาณ 27,000 -37,000 บาท/คน/ปี หรือคิดเป็นรายวันก็จะประมาณ 73-83 บาท/คน/วัน ซึ่งในส่วนนี้หน่วยงานขององค์กรพัฒนาเอกชนค่อนข้างจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณ เพราะว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เงินบริจาคที่เข้ามาเริ่มลดน้อยลง อาจเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ รวมถึงการเกิดภัยพิบัติทั่วประเทศและทั่วโลก ทั้งภัยน้ำท่วม น้ำแล้ง พายุกระหน่ำ ทำให้เงินบริจาคที่จะเข้ามาในแต่ละองค์กรมีน้อยมาก จึงส่งผลกระทบกับหน่วยงานที่ดูแลเด็กในส่วนนี้
        ยกตัวอย่างเช่น การดูแลเด็กจำนวน 50 คนใน 1 เดือนจะต้องใช้งบประมาณ 4 แสนบาท แต่ถึงเวลาจริงๆ เราจะได้รับงบประมาณเพียง 50% เท่านั้น เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนต้องมีความพยายามเป็นอย่างมาก บางแห่งต้องลงมือปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงปลาเอง เพื่อให้ตัวเองมีรายได้เข้ามารองรับ 
         
 
เพราะเหตุใดรัฐจึงต้องเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรพัฒนาเอกชนในการดูแลเด็กเร่ร่อน
        เหตุผลหลักๆ 3 ประการ คือ 1. กลุ่มคนที่ทำงานด้านนี้ทำงานค่อนข้างลำบาก กว่าจะได้ใจเด็กเร่ร่อนสักคนต้องทุ่มเทสูงมาก 2. บ้านขององค์กรพัฒนาเอกชนมีกิจกรรมที่หลากหลายและมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ 3. เป็นไปตาม พ.ร.บ.กระจายอำนาจ 
นอกจากนั้นครูจิ๋วเชื่อว่าบ้านของรัฐกับบ้านขององค์กรเอกชนมีความเด่นคนละด้าน คือ รัฐจะมีจุดเด่นในด้านงบประมาณสนับสนุน ส่วนบ้านของ NGOs จะมีจุดเด่นในด้านกิจกรรมที่หลากหลายและเด็กมีความสุขในการเข้ามาอยู่ด้วย แต่มักจะไม่มีงบประมาณมาสนับสนุน
        และตอนนี้งบประมาณที่ NGOs มีความจำเป็นและอยากให้รัฐเข้ามาสนับสนุนโดยเร็ว คือ 1.ค่าอาหาร 2.ค่าพาหนะเดินทางไปโรงเรียน ซึ่งใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ก็ได้กำหนดเรื่องการสงเคราะห์ การคุ้มครองและการป้องกันสวัสดิภาพ ในส่วนนี้เอาไว้แล้ว  

 
มองว่าแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กเร่ร่อน ควรเป็นอย่างไร
        ทุกคนควรได้รับการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน คือ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มาสู่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ตอนต้น และวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย จนถึงเสียชีวิต ซึ่งในส่วนของเราก็ต้องดูแลจากตอนเป็นเด็กประถมศึกษาจนถึงวัยรุ่น
เด็กเหล่านี้มีต้นทุนชีวิตที่ติดลบ หน้าที่ของเราก็คือการทำให้เขามีต้นทุนชีวิตเหมือนกับเด็กทั่วไป เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีทักษะและรูปแบบในการพัฒนา ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ก็ต้องดูแลตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 18 ปี ซึ่งการทำงานตรงนี้มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะเด็กกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกว่าประเทศจะพัฒนาไปทางไหน   
        และเด็กเหล่านี้ถ้ามีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการพัฒนาที่ดี เขาก็จะเป็นทรัพยากรผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าทางสังคมที่ดีด้วยเหมือนกัน และที่สำคัญครูจิ๋วคิดว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเด็กเร่ร่อน เด็กที่ถูกทารุณกรรม เด็กที่ถูกทอดทิ้ง ฯลฯ ถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางและเข้าถึงได้ยาก ซึ่งหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชนก็คือการดูแลเด็กกลุ่มนี้ให้ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกับเด็กกลุ่มอื่นในสังคมเพราะเขาเป็นทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ
          ถามว่าถ้าองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่เหล่านี้อยู่ไม่ได้และจำเป็นต้องยุติโครงการไป แล้วเด็กกลุ่มนี้จะไปอยู่ที่ไหน ดังนั้นถ้ารัฐสนับสนุนงบประมาณให้ NGOs ทำงาน เด็กก็จะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมได้ หรืออย่างน้อยก็ได้รับการดูแลเหมือนกับมนุษย์ทั่วไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
 
กองทุนคุ้มครองเด็กจะเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานด้านเด็กเร่ร่อนอย่างไร
        ประเด็นที่ 1 ใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มีการนิยามคำว่าเด็กเร่ร่อน ดังนั้นรัฐก็ควรจะจัดสรรงบประมาณให้บ้านที่ดูแลเด็กเร่ร่อนเป็นรายหัวไปเลย ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องไปแก้ระเบียบการให้เงินสนับสนุน  
        ประเด็นที่ 2 การกำหนดว่าให้องค์กรพัฒนาเอกชน (ที่ทำงานด้านเด็กเร่ร่อน) ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก เป็นสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานพัฒนา หรือสถานฟื้นฟู ดังนั้นเมื่อองค์กรเหล่านี้ของบประมาณสนับสนุนโครงการต่างๆ ก็น่าจะได้รับการสนับสนุนที่รวดเร็วขึ้น เพราะสามารถตรวจสอบองค์กรเหล่านั้นได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว        
        ประเด็นที่ 3 ถ้ารัฐคิดว่าเด็กเหล่านี้ต้องได้รับการดูแล คุ้มครอง ปกป้องและพัฒนา ก็ควรต้องจัดสรรงบประมาณมาให้องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานกับเด็กเร่ร่อนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เช่น ให้ค่าอาหาร และค่าพาหนะในการเดินทางไปโรงเรียน หรือถ้ามีงบประมาณเพียงพอก็จัดสรรให้เท่ากับสถานสงเคราะห์ของภาครัฐ 100% ก็ได้ นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เราไม่ได้เรียกร้องทั้งค่าเสื้อผ้า ค่าอุปกรณ์ส่วนตัว ค่ากิจกรรม ฯลฯ เอาแค่ค่าอาหารและค่าพาหนะซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานเท่านั้น
          นอกจากนั้นครูจิ๋วคิดว่ากองทุนคุ้มครองเด็กจะต้องเปิดกว้างขึ้น คือไม่ใช่เฉพาะมูลนิธิที่เป็นของภาครัฐเท่านั้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากกองทุนได้ แต่ต้องให้มูลนิธิที่เป็นของภาคประชาชนสามารถใช้เงินในกองทุนนี้ได้ด้วย เพราะลำพังองค์กรของรัฐไม่สามารถดูแลเด็กได้ทั้งหมด เพียงแต่ว่าเราจะเฉลี่ยกันอย่างไร ซึ่งตรงนี้เรายังไม่เคยคุยกันเลย

 
การขอรับความสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาครัฐ ในปัจจุบันเป็นอย่างไร          
        ตอนนี้ในส่วนกองทุนคุ้มครองเด็ก องค์กรพัฒนาเอกชนต้องเขียนโครงการไปของบประมาณสนับสนุน และมีข้อกำหนดหลายอย่างที่ไม่เอื้อให้แก่องค์กรพัฒนาเอกชน โดยเฉพาะองค์กรพัฒนาเอกชนในต่างจังหวัด เช่น จะต้องมีดุลงบประมาณในการตรวจสอบบัญชี หรือต้องมีการประชุมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อมีรายละเอียดที่จุกจิก องค์กรเอกชนก็จะถอย ถ้าเป็นการถอยเมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว NGOs จะไม่เดือดร้อน เพราะว่าเงินบริจาคเราพอ
        แต่ตอนนี้ NGOs ทุกองค์กรเดือดร้อน เพราะเงินบริจาคไม่มี แต่เงินรัฐยังไม่เงินเข้ามา เพราะฉะนั้นถ้ารัฐจัดเงินที่เป็นกองทุนคุ้มครองเด็กมาสนับสนุนให้ ก็เป็นโอกาสที่ให้เด็กเขามีทางเลือกมากขึ้น แทนที่ทุกคนต้องเข้าโครงการรัฐทั้งหมด เด็กก็สามารถอยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชน โดยมีภาครัฐช่วยดูแล
         เราก็เลยหวังว่ากองทุนคุ้มครองเด็กกับองค์กรพัฒนาเอกชนในอนาคตจะมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยรัฐต้องเปิดกว้างในส่วนตรงนี้ทั้งในแง่กฎระเบียบและเสริมมาตรฐานให้กับการดำเนินงานขององค์กรพัฒนาเอกชน ขณะที่ NGOs ก็ต้องเปิดเผยให้รัฐสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างต้องมองว่าเป็นการทำงานร่วมกัน และช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน  
     
 
คือแต่เดิมขอได้แค่รายโครงการ
           ใช่... แต่เราอยากให้เปิดกว้างกว่าแค่การขอโครงการ เราอยากให้สนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายประจำ ทั้งเรื่องการให้อาหารกลางวันเด็ก เรื่องกิจกรรมสำหรับเด็ก เรื่องค่าพาหนะเด็ก เพราะรัฐสามารถตรวจสอบได้ทั้งรายชื่อเด็กและการดำเนินงานขององค์กร
        ถ้าองค์กรไหนเขาพอพึ่งตัวเองได้ ยังไม่อยากรบกวนรัฐก็ไม่เป็นไร แต่องค์กรไหนที่มีความจำเป็น รัฐก็ต้องสนับสนุน องค์กรไหนถึงเวลาที่เขาไม่ไหวแล้ว แต่เด็กยังอยู่ในความดูแลของเขาอีกเป็นร้อยชีวิต ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น                                        
  
รายการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:


ชุดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Tel. 02-511-5855  Fax. 02-939-2122


© 2010-2017 Powered & Design by ServeRich.com