ѺҴѡ лѺ Ҫԡ Fix ѡ
ข่าวล่าสุด ดีเอสไอมอบโลห์ผู้ใหญ่ประจบ พร้อมประกาศมิติใหม่ ทำงานร่วมทุกภาคส่วน
ระบบสมาชิก
Email:

















ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
อบรมอาสาสมัครสระบุรี ป้องกันไฟป่า-ช่วยธรรมชาติ
กรมอุทยานฯ เฮ!มติเอกฉันท์บรรจุไม้พะยูงไทยขึ้นบัญชี 2 ไซเตส
สภาเกษตรกรจังหวัดตาก กับการแก้ปัญหาสารแคดเมียมแม่ตาว
นักอนุรักษ์เฮ...ส่อชนะคดีขยายถนนขึ้นเขาใหญ่
ทส.ตื่นส่งป่าไม้ลุยตรวจสอบรุกดอยลาน
+ข่าวทั้งหมด..




  Weblink
ครูจิ๋ว - ทองพูล บัวศรี ถอดบทเรียนเด็กเร่ร่อน “บ้าน” ต้องมีดี เด็กเร่ร่อนถึงจะรอด  Date : 1/03/2012  

จากข้างถนนสู่บ้านพัฒนาเด็กเร่ร่อน การปรับตัวของเด็กและการอยู่เพื่ออนาคต ท่ามกลางบรรยากาศและวิถีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งของเด็กเร่ร่อน “บ้าน” มีข้อดีอย่างไร เด็กเร่ร่อนถึงอยากอยู่และอยากมีอนาคต
 
        ครูจิ๋ว – ทองพูล บัวศรี หัวหน้าโครงการถอดบทเรียนบ้านแรกรับและบ้านพัฒนาสำหรับเด็กเร่ร่อน ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล บ้านแรกรับและสถานสงเคราะห์ของรัฐ 4 แห่ง บ้านแรกรับและบ้านพัฒนาเด็กขององค์กรพัฒนาเอกชน 20 แห่ง เพื่อศึกษารูปแบบของบ้านที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเด็ก
           
ครูจิ๋ว เล่าให้ฟังถึงข้อดีของบ้านแต่ละบ้านตั้งแต่เริ่มต้นว่า
           
        “สิ่งที่งานวิจัยสนใจคือ เพื่อให้เห็นรูปแบบของการทำงานของแต่ละบ้าน ซึ่งให้ความสำคัญกับเจ้าขององค์ความรู้คือครูหรือพ่อแม่ที่ดูแลเด็ก เราอยากรู้ว่าเขาทำอย่างไรถึงสามารถช่วยเหลือเด็กคนแล้วคนเล่าได้ และเราอยากรู้ว่ามันจะมีส่วนไหนที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการทำงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ เรื่ององค์ความรู้ หรือการประสานงานกับส่วนต่างๆ ที่มันยังเป็นอุปสรรคอยู่ แล้วมันจะมีนโยบายอะไรที่มันจะไปเอื้อให้อุปสรรคที่เขาต้องเผชิญมันบรรเทาเบาบางหรือหมดไปได้บ้าง”
        “อีกส่วนหนึ่งคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการทำงานของกันและกันของแต่ละหน่วยงาน แต่ละองค์กร วิธีการแก้ปัญหาของแต่ละบ้านที่เรียนรู้ร่วมกันได้ ให้คำปรึกษา หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ของที่อื่นได้ อันนี้เป็นส่วนที่เราได้จัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันไปบ้างแล้ว”
 
ในการศึกษารูปแบบบ้าน ครูจิ๋วกล่าวถึงสิ่งที่ได้เข้าไปศึกษาวิจัยว่า

       
“อย่างแรกเลย เราดูเรื่อง
โยบายขององค์กร บรรยากาศในบ้าน โครงสร้างของบ้าน เราอยากรู้ว่าแบบไหนที่ทำให้เด็กอยู่ได้ โครงสร้างที่แข็ง หรือการที่มีเรื่องของโครงสร้างอำนาจเข้ามา รวมทั้งเรื่องวัฒนธรรมองค์กรด้วย
  
        ประเด็นที่ ๒ เรื่องของบรรยากาศและกิจกรรมในบ้าน ซึ่งแยกออกมาเป็น ๒ ลักษณะ คือ เรื่องของกิจกรรม ถ้าเด็กในบ้านมีกิจกรรมมากเท่าไหร่ มันก็จะช่วยสนับสนุนให้เด็กอยู่ในบ้านอย่างมีความสุข อีกเรื่องหนึ่งคือ การพัฒนาบุคคลากร เพราะว่าผู้ที่ดูแลเด็กในบ้านนั้นเป็นหัวใจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเด็ก การดูแลเด็กแบบเป็นลูกเป็นหลานหรือเปล่า
        ประเด็นที่ ๓ คือ เรื่องของตัวเด็กเอง เด็กมีส่วนร่วมในบ้านมากน้อยขนาดไหน การแสดงความเป็นเจ้าของ เป็นส่วนหนึ่งของบ้าน มากน้อยขนาดไหน หน้าที่ของพี่เลี้ยงหรือบุคลากรก็คือร่วมกันถักทอบ้านหลังนี้ 
        ประเด็นที่ ๔ การประสานหาทางเลือก ตั้งแต่เด็กเข้ามาอยู่ในบ้าน เราจะคิดวางแผนอย่างไร ในเรื่องพัฒนาการของเด็ก ให้เด็กสามารถพัฒนาได้ ตั้งแต่เรื่องโอกาสการเข้าเรียนของเด็ก   โอกาสในการทำงาน โอกาสในการร่วมกิจกรรมกับที่อื่นๆ การประสานงานและการเปิดโลกทัศน์ของเด็ก และให้คนอื่นมาร่วมในการพัฒนาเด็กด้วยกัน”
 
        สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่นักวิจัยสนใจก็คือเรื่องของการอยู่ร่วมกันของเด็ก เพราะการอยู่ในบ้านแต่ละหลังนั้น เด็กเร่ร่อนต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเด็กอื่นๆ ที่มีที่มาและปัญหาแตกต่างกัน
 
        “เด็กส่วนใหญ่แม้จะไม่ได้มาจากเด็กเร่ร่อน แต่เด็กทุกคนเป็นเด็กที่เสี่ยงต่อการเร่ร่อน ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน ในบ้านแต่ละแห่ง จะมีทั้งเด็กถูกละเมิดทางเพศ เด็กลูกกรรมกรก่อสร้าง เด็กยากจน เด็กพ่อแม่ตายเพราะโรคเอดส์ เด็กกำพร้า ทั้งกำพร้าเทียม กำพร้าถาวร การที่นำเด็กเหล่านี้มาอยู่ร่วมกัน ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และปรับตัวเข้าหากัน ให้เด็กเร่ร่อนได้รู้ว่า ไม่ใช่เขาคนเดียวนะที่ลำบาก มีเด็กคนอื่นที่ลำบากในแบบอื่นๆ ด้วย ส่วนหนึ่งคือเขามีเพื่อนที่หัวอกเดียวกัน”

        “อีกส่วนหนึ่งตรงนี้สำคัญมาก มีเด็กส่วนหนึ่งที่เป็นเด็กยากจน เขามีพื้นฐานความรักจากครอบครัว แต่เพราะครอบครัวไม่สามารถเลี้ยงดูให้การศึกษาได้ เด็กเหล่านี้จะมีความขยัน อดทน ไม่ขี้เกียจ เป็นกลุ่มเด็กดี แต่เด็กเร่ร่อน ทักษะการเอาตัวรอด การตัดสินใจคล่องตัว มีภาวะผู้นำ ซึ่งจะเป็นการเสริมกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยมีครูหรือพ่อแม่ดูแล”
        “เด็กเร่ร่อนก็จะได้เห็นว่า เด็กคนอื่นเขามีความใฝ่ดียังไง มีความอดทน จัดการตัวเองได้ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่เมื่ออยู่ในบ้านเดียวกันก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ก็พูดได้เลยว่า กลุ่มเด็กที่ทำงานด้วยยากที่สุดคือ กลุ่มเด็กเร่ร่อน แต่เมื่อทำงานไปแล้ว กลุ่มเด็กเร่ร่อนจะเป็นเด็กกลุ่มที่ไปได้และเอาชีวิตตัวเองรอด” 
 
       
แต่เบื้องหลังของการเอาชีวิตรอดของเด็กเหล่านี้ เป็นเรื่องของความรัก ความเมตตาของผู้ที่ดูแลเด็ก เพราะคนเหล่านี้ทุ่มเทเวลาดูแลเด็กเกือบ 24 ชั่วโมงต่อวัน และแต่ละคนจะต้องดูแลเด็กอย่างน้อย 8 – 12 คน ซึ่งถือเป็นงานที่หนักและต้องอาศัยความทุ่มเท เสียสละเป็นอย่างมาก

        “ครูประจำบ้าน เจ้าหน้าที่ประจำบ้าน มีศักยภาพนะ มีองค์ความรู้ หน้าที่ของเราคือเปิดพื้นที่หลังบ้านทั้งหมดให้เขามีที่ยืน   อีกส่วนหนึ่งคือ เราคิดว่า เราต้องเอาความรู้เหล่านี้ออกมาให้สังคมรับรู้ ว่าบ้านแต่ละบ้านมีข้อดี มีจุดแข็งอย่างไร   เพราะถ้าบ้านไม่มีข้อดี ไม่มีจุดแข็ง เด็กจะไม่สามารถอยู่ในบ้าน ไม่สามารถเรียนจบปริญญาตรี และมีงานทำได้” 

        นอกจากความภาคภูมิใจเมื่อเด็กที่ตัวเองเลี้ยงดูสามารถดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ และเป็นคนดีของสังคมแล้ว ผู้ที่ดูแลเด็กเหล่านี้ซึ่งทำงานเป็นยิ่งกว่าพ่อแม่ ยิ่งกว่าครู และเป็นได้อีกหลายสิ่งหลายอย่างสำหรับเด็กแล้ว 

        สำหรับครูจิ๋ว ผู้ที่เป็นครู เป็นเจ้าหน้าที่ประจำบ้าน หรือผู้ที่ทำหน้าที่พ่อแม่ทดแทนให้เด็กเหล่านี้ นับเป็นตัวอย่างของคนดีที่น่ายกย่อง เพราะเป็นผู้ที่สามารถพลิกชีวิตเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาติที่มืดมน ให้เป็นอนาคตของชาติที่สดใสขึ้นมาได้

นอกจากความภาคภูมิใจแล้ว สังคมไทยได้เคยมอบอะไรเป็นกำลังใจสำหรับคนเหล่านี้บ้าง
 
 
ปิยนาถ ประยูร ... รายงาน 
หนูเพียร แสนอินทร์ .... ถ่ายภาพ
รายการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:


ชุดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Tel. 02-511-5855  Fax. 02-939-2122


© 2010-2017 Powered & Design by ServeRich.com