ѺҴѡ лѺ Ҫԡ Fix ѡ
ข่าวล่าสุด ดีเอสไอมอบโลห์ผู้ใหญ่ประจบ พร้อมประกาศมิติใหม่ ทำงานร่วมทุกภาคส่วน
ระบบสมาชิก
Email:

















ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
อบรมอาสาสมัครสระบุรี ป้องกันไฟป่า-ช่วยธรรมชาติ
กรมอุทยานฯ เฮ!มติเอกฉันท์บรรจุไม้พะยูงไทยขึ้นบัญชี 2 ไซเตส
สภาเกษตรกรจังหวัดตาก กับการแก้ปัญหาสารแคดเมียมแม่ตาว
นักอนุรักษ์เฮ...ส่อชนะคดีขยายถนนขึ้นเขาใหญ่
ทส.ตื่นส่งป่าไม้ลุยตรวจสอบรุกดอยลาน
+ข่าวทั้งหมด..




  Weblink
ต่อยอดความหวังของเด็กเร่ร่อนจากข้างถนนสู่บ้านพัฒนาเด็ก  Date : 1/03/2012  

ผลการศึกษาถอดบทเรียนพบว่า ปัจจุบันมีเด็กเร่ร่อนทั่วประเทศประมาณ 30,000 คน และนับวันจะทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ แต่ครูข้างถนนทั่วประเทศทั้งสังกัดภาครัฐและองค์กรเอกชน กลับมีเพียง ไม่เกิน 150 คน หากคิดเป็นค่าเฉลี่ยจะเท่ากับครู 1 คน ต้องรับผิดชอบเด็กถึง 200 คน ในขณะที่ครูเหล่านี้ไม่มีความมั่นคงในอาชีพและสวัสดิการ ไม่มีความก้าวหน้า นอกจากความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเด็กเท่านั้น

        ครูจิ๋ว” ทองพูล บัวศรี หัวหน้าทีมวิจัยโครงการถอดบทเรียนบ้านแรกรับและบ้านพัฒนาสำหรับเด็กเร่ร่อน[1] กล่าวถึงผลการวิจัยในระยะที่ 1 เมื่อปี 2552-2553 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนการทำงานของครูข้างถนนในการแก้ปัญหาเด็กเร่ร่อน  ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของการหยิบยื่นโอกาสให้กับเด็กๆ อย่างที่ครูจิ๋วเรียกว่า “ใบเบิกทาง”  
 
        ในระยะที่ 2 ของการถอดบทเรียนเกี่ยวกับเด็กเร่ร่อน ครูจิ๋ว จึงเดินทางตามใบเบิกทางของเด็ก เข้าไปยังบ้านแรกรับและบ้านพัฒนาเด็กทั่วไปประเทศ โดยมีสถานสงเคราะห์ของภาครัฐ 4 แห่ง และบ้านพัฒนาเด็กขององค์กรพัฒนาเอกชน 20 แห่ง เพื่อจะศึกษาบ้านพัฒนาเด็กว่าจะเป็นความหวังของเด็กเร่ร่อนได้อย่างไร

        ครูจิ๋วกล่าวถึงความต่อเนื่องในการติดตามชีวิตของเด็กเร่ร่อนเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไปรอด และสามารถคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพว่า

        “
งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นโครงการที่ต่อเนื่องจากการทำงานกับครูข้างถนนในปีที่แล้ว เพื่อสร้างพื้นที่ให้กับครูข้างถนน ให้ได้แสดงตัวตนของครูข้างถนนในการทำงานกับเด็กเร่ร่อน ได้เห็นความยากลำบากของครูในการพัฒนาเด็กแต่ละคน คืนเด็กสู่ครอบครัว คืนสู่สังคม คืนสู่ชุมชน มันมีกลวิธีอย่างไร โดยเฉพาะกลวิธีในการที่จะได้ใจเด็ก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ครูข้างถนนเป็นคนแรกที่พบเด็กเร่ร่อน เป็นใบเบิกทางสำหรับเด็กที่หลุดออกมาจากครอบครัว จากชุมชน คืนกลับมาเป็นเด็กปกติอีกครั้ง” 

        “หลังจากที่เราทำในระยะที่๑ เข้าสู่ระยะที่ ๒ เรามีการย้อนกลับเมื่อเวลาเราลงพื้นที่ เราก็ลงไปคุยกับบ้านพักสำหรับเด็กในรูปแบบต่างๆ   และไปคุยกับครูข้างถนนด้วย ซึ่งเราพบว่า ครูข้างถนนเหล่านี้เริ่มมีที่ยืน ทำงานด้วยความหวังมากขึ้น ทำโครงการหรือคิดค้นอะไรใหม่ๆ มากขึ้น ทำงานได้มากขึ้น และเห็นทางออกมากขึ้น

        ถ้าเทียบกับการทำงานของครูข้างถนนในงานวิจัยของเราระยะแรก ซึ่งเราเห็นได้ชัดว่าเขาอยู่ในวงจรที่ซ้ำไปซ้ำมา เช่น ทำไมนายไม่เข้าใจ ทำไมงบประมาณมีแค่นี้   แต่วันนี้เรากลับมาเราเห็นสายตาของครูข้างถนนที่มีคนเข้าใจมากขึ้น ทำโครงการได้เพิ่มมากขึ้น จากที่เคยตามดูแลเด็กได้แค่ไนท์พลาซ่า ก็สามารถตามเด็กเข้าไปในชุมชน เห็นสายตาครูข้างถนนทั้งครู กศน. ครูเทศบาล เป็นสายตาที่มีความหวัง มีเครือข่ายการทำงานเพิ่มขึ้น

        สายตาแห่งความหวังของครูข้างถนน ซึ่งเกิดจากการมีเพื่อน มีคนรอบข้างที่เข้าใจ มีเครือข่ายที่เข้าใจ และที่สำคัญคือมีคนในสังคมที่เข้าใจมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่ครูเหล่านี้สื่อสารกับสังคมมากขึ้น มีทั้งการใช้สื่อสมัยใหม่ การนำเสนอเรื่องราวในโลกออนไลน์ และการสื่อสารกับสังคมในช่องทางอื่นๆ 

        “จริงๆ แล้ว งานวิจัยนั้น เมื่อทำแล้วก็ออกมาเป็นงานวิจัย ๑ เล่ม แต่เรายังมีกิจกรรมที่ต่อเนื่อง มีหนังสือครูข้างถนน ที่สามารถเผยแพร่เรื่องราวของครู และครูสามารถนำหนังสือนี้ไปแสดงตัวตนของเขาได้ อันนี้เป็นเรื่องของการสื่อสารกับสังคม เพื่อให้งานวิจัยตัวนี้ได้ขับเคลื่อนสังคมและขับเคลื่อนในเชิงนโยบายไปด้วย

        “ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเชิงนโยบายที่เห็นได้ชัดคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตอนนี้ได้มีการขยายพื้นที่จากเดิม ๒๗ พื้นที่ ได้เสนอให้เป็น ๔๘ พื้นที่ อันนี้เป็นงบประมาณปี ๕๕ ตรงนี้เรายังผลักดันต่อ โดยคิดว่า ทำยังไงให้หน่วยงาน กทม. หน่วยงานเทศบาล และหน่วยงาน กศน. ทั้ง ๓ หน่วยงานนี้ ให้เจ้าหน้าที่มีความมั่นคงมากขึ้น จะให้เป็นพนักงานของรัฐ หรือเป็นโครงการพิเศษ” 

        “ทำไมต้องต่อยอดจากงานวิจัย ส่วนหนึ่งก็เพราะเราไม่อยากทิ้งงานพื้นที่ โดยเฉพาะงานครูข้างถนน เราต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ สำคัญมาก และเปิดพื้นที่ให้เขาได้ทำงาน ให้เขามีที่ยืน แล้วเขาจะสามารถช่วยเหลือเด็กได้อีกมากมาย เหตุผลตรงนี้ เป็นเพราะครูข้างถนนมาจากหลากหลายพื้นที่ มีถึง ๒๗ พื้นที่ มีหลากหลายหน่วยงาน มี ๕ หน่วยงานหลัก คือ ๑.องค์กรพัฒนาเอกชน มีไม่ต่ำกว่า ๒๐ องค์กร ๒. หน่วยงานตำรวจ ก็มีทั้งตำรวจนครบาล ตำรวจภูมิภาค ตำรวจรถไฟ ๓. สำนักงาน กทม. ซึ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษ และ ในส่วนของพัทยา ๔. เทศบาล เรามีครูอาสาพัฒนาในเขตเมือง สังกัดกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ตอนนี้ขยายไปใน ๔๘ จังหวัด   ครูเหล่านี้ยังต้องการการส่งเสริมและพัฒนา รวมทั้งการให้กำลังใจในการทำงาน อันนี้คือส่วนของเทศบาล ที่ค่อนข้างจะเจอปัญหาเยอะ โดยเฉพาะเรื่องของการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับงบประมาณ และการตั้งเป้าหมายเกินงบประมาณ ๕.สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สังกัดสำนักงานปลัด กระทรวงศึกษาธิการ

        “
ทั้ง ๕ หน่วยงานนี้ ทำงานอยู่ในบทบาท บริบทที่ตัวเองรับผิดชอบ ทำอย่างไรให้ครูเหล่านี้เมื่อเจอเด็กแล้วสามารถมีทางออกสำหรับเด็ก และส่งเด็กเข้าสู่ระบบบ้าน"

        แต่การที่ใครจะพูดว่า เด็กเร่ร่อนต้องหมดไปจากถนน ครูจิ๋วเชื่อมั่น อีกร้อยปีก็ไม่หมด เพราะเราจะมีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาอยู่เสมอถ้าเราไม่สามารถปฏิรูปโครงสร้างของประเทศได้ ทั้งโครงสร้างของอำนาจ  โครงสร้างทางสังคม และโครงสร้างในการพัฒนาเศรษฐกิจ   
 
        “เด็กเร่ร่อนจะไม่หมดไปจากข้างถนน แต่จะมีเด็กรุ่นใหม่ที่มีปัญหาซ้อนปัญหามากขึ้น”

        การส่งเด็กเข้าสู่ระบบบ้าน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้เด็กต้องเร่ร่อนอยู่ข้างถนนและต้องเผชิญกับความเสี่ยงอีกมากมาย การใช้ชีวิตในบ้านของเด็กๆ จะเป็นอย่างไรนั้น  ทีมวิจัยกำลังนำข้อมูลมาสรุปและวิเคราะห์ข้อมูล ครูจิ๋วได้กล่าวถึงการส่งเด็กเข้าบ้านและสิ่งที่กำลังศึกษาว่า 

        “สิ่งสำคัญที่ต้องส่งต่อ คือ เรื่องบ้าน ซึ่งมีบ้านในหลายลักษณะด้วยกัน   ที่เราได้ลงไปเก็บข้อมูลและทำงานด้วย ทั้งในบ้านแบบของรัฐ ซึ่งยึดตัวกฎหมายในการดูแลเด็ก ในการปฏิบัติงาน   บ้านขององค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำด้วยอุดมคติ ให้เด็กได้มีปัจจัยสี่ขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่เรื่องที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีอาหารการกิน มียารักษาโรค มีการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการศึกษานั้น แต่ละบ้านมีแนวคิดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมขององค์กร

        ในการวิจัยถอดบทเรียนเด็กเร่ร่อนกรณีบ้านพัฒนาเด็ก ครูจิ๋วได้กล่าวถึงเป้าหมายสูงสุดของงานวิจัยว่า 

        “อย่างแรกคือเราต้องการเปิดพื้นที่ ให้คนทำงานทั้งครูข้างถนนและครูหรือพ่อแม่ที่ดูแลเด็กที่บ้าน ได้มีที่ยืน อันที่ ๒ คือ หน่วยงานที่รับผิดชอบกับประเด็นปัญหานี้โดยตรง ขอให้บูรณาการการแก้ปัญหาร่วมกัน เป็นการบูรณาการกันในการทำงาน อันนี้เราอยากจะบอกว่า ไม่ใช่องค์กรใดองค์กรหนึ่งทำแล้วจะสามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ ตรงนี้คือการสร้างเครือข่ายที่แน่น แล้วก็ไม่มองว่าประโยชน์จะได้กับองค์กรไหนเป็นหลัก แต่ต้องคำนึงว่า ประโยชน์สูงสุดนั้นลงไปที่เด็ก แล้วก็ไม่ใช่เด็กเร่ร่อนเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นเด็กด้อยโอกาสกลุ่มอื่นๆ ทั่วประเทศด้วย”
 

 
ปิยนาถ ประยูร.... เรียบเรียง
หนูเพียร แสนอินทร์ ....ถ่ายภาพ


[1] ชุดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
 
รายการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:


ชุดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Tel. 02-511-5855  Fax. 02-939-2122


© 2010-2017 Powered & Design by ServeRich.com